Dr. Junaid Mubeen ผู้อำนวยการฝ่ายการศึกษาของ Whizz Education
ภาวะการเรียนรู้ถดถอยกลายเป็นปัญหาที่ได้รับความสนใจมากในช่วงการระบาดของโควิด ในเดือนที่ผ่านมา เราได้ทำรายงานการค้นพบที่น่าตกใจว่านักเรียนเกือบครึ่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรประสบกับการสูญเสียความรู้ในวิชาคณิตศาสตร์ในช่วงการล๊อคดาวน์ครั้งแรก โดยพบว่านักเรียนสูญเสียความรู้โดยเฉลี่ยที่ 8 เดือน
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนที่เห็นความสำคัญของภาวะการเรียนรู้ถดถอยนี้ การมุ่งเน้นไปที่ผลการเรียนรู้ของนักเรียนอาจส่งผลให้เรามองข้ามผลประทบอื่นๆ ของโควิด ที่อาจวัดค่าได้ยาก เช่น สุขภาวะทางสังคม และอารมณ์ของเด็ก ซึ่งเคยมีประเด็นการโต้เถียงดังกล่าวที่มุ่งเน้นการกำหนดวิธีวัดประสิทธิภาพการเรียนรู้ที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก ซึ่งเป็นการตั้งคำถามที่น่าสนใจถึงวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการศึกษา พวกเขาตั้งคำถามว่าเรากำลังวัดผลในเรื่องที่มีความสำคัญอยู่หรือไม่ และหลังจากการแพร่ระบาดของโควิด เราควรจะกลับมาทบทวนถึงแนวคิดของระบบการศึกษาและการเรียนการสอนกันใหม่หรือไม่อย่างไร
แน่นอนว่าโควิดก่อให้เกิดผลกระทบต่อการศึกษาในหลากหลายแง่มุม และความยากง่ายในการวัดผลกระทบในแต่ละแง่มุมก็แตกต่างกันออกไป อย่างไรก็ดี นี่ไม่ใช่เกมที่มีผลรวมเป็นศูนย์ (zero-sum game) และเราควรต่อต้านการเลือกทางเลือกที่ไม่ถูกต้อง ผลกระทบระยะสั้นของภาวะการเรียนรู้ถดถอย (หรืออาจเรียกอีกอย่างว่า ‘ภาวะความรู้ถดถอย’) มีผลกระทบรุนแรงต่อความเจริญรุ่งเรืองในระยะยาวของทั้งนักเรียนและสังคมของเราในอนาคต การนำผลกระทบเหล่านี้มาเปรียบเทียบกับผลลัพธ์ทางการศึกษาอื่นๆ ที่มีความสำคัญไม่น้อยกว่ากัน ถือเป็นการละเลยหน้าที่ของเราที่มีต่อนักเรียน
แผนภาพที่ 1: การประเมินภาวะการเรียนรู้ถดถอยตามหัวข้อการเรียนในช่วงล๊อคดาวน์ปีค.ศ. 2020 ในประเทศสหรัฐอเมริกาและในสหราชอาณาจักร โดยอิงจากนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง 883 คน
การวัดค่าความรุนแรงของผลกระทบ
เพียงกล่าวถึง “ภาวะการเรียนรู้ถดถอย” เราก็อาจจะได้แง่คิดแล้วว่าความรู้ของนักเรียนได้ถดถอยไปมากเพียงใด นับตั้งแต่ Herman Ebbingaus ได้ตีพิมพ์งานวิจัยเรื่อง “เส้นโค้งการลืม” เมื่อกว่าหนึ่งศตวรรษที่ผ่านมา นักการศึกษาได้ตระหนักถึงความสำคัญของการเข้าถึงการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การค้นพบของเราเพียงแต่ทำให้ตัวเลขเป็นสิ่งที่หลักเลี่ยงไม่ได้ เพียงแค่การหยุดการเรียนรู้ในช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อน และยาวนานกว่านั้นในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโควิด สามารถทำให้ความรู้ที่นักเรียนไขว่คว้ามาได้สลายตัวไปอย่างคาดการณ์ได้ แน่นอนว่านักเรียนสามารถฟื้นคืนความรู้เหล่านั้นกลับมาได้ หากพวกเขาได้รับการสนับสนุนที่ตรงกับช่องว่างความรู้ที่พวกเขามี ซึ่งการสนับสนุนนี้ ไม่ใช่การจัดการสอบที่ยิ่งใหญ่และการให้ครูและโรงเรียนเผชิญหน้ากับปัญหานี้เพียงลำพัง แต่คือการฟื้นคืนศักยภาพการเรียนรู้ของนักเรียนแต่ละคน การวัดค่าภาวะการเรียนรู้ถดถอยเป็นเพียงขั้นตอนแรกในการฟื้นคืนศักยภาพของพวกเขา
เราควรจะตระหนักว่าที่ผ่านมาเราตั้งความคาดหวังกับนักเรียน (รวมถึงผู้ปกครองและครู) ไว้มากเกินไปตั้งแต่แรก ซึ่งส่งผลให้เนื้อหาของหลักสูตรการศึกษาทั่วโลกมีความกว้างแต่ไม่ลงลึกถึงแก่น และในตอนนี้พวกเขาจะได้รับประโยชน์จากการลดการให้ความสำคัญกับการแสวงหาความรู้ คงจะเป็นเรื่องที่ดีไม่น้อย หากผลพวงของการแพร่ระบาดของโควิด คือการที่เราจะได้กลับมาไตร่ตรองอย่างลึกซึ้งอีกครั้งเกี่ยวกับสิ่งที่นักเรียนควรรู้ และพวกเขาควรรู้มากน้อยเพียงใด อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมานี้หลักสูตรวิชาคณิตศาสตร์ถือเป็นหลักสูตรที่มีการเปลี่ยนแปลงที่ช้ามากเมื่อเทียบกับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของสังคมปัจจุบัน การพัฒนาทางเทคโนโลยี และการคุกคามของระบบอัตโนมัติ กำลังเรียกร้องให้เราจำเป็นต้องกลั่นกรองความรู้และทักษะที่นักเรียนจำเป็นต้องมี เพื่อที่จะสามารถอยู่รอดในโลกแห่งอนาคตได้ โควิดอาจเป็นสิ่งกระตุ้นการถกเถียงเกี่ยวกับปริมาณและคุณภาพของหลักสูตรวิชาคณิตศาสตร์ในโรงเรียน ซึ่งเป็นสิ่งที่เราควรจะต้องทำมาตั้งนานแล้ว แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่เราจะเพิกเฉยต่อภาวะการเรียนรู้ถดถอยในระหว่างนี้ โดยเฉพาะการที่ภาวะการเรียนรู้ถดถอยกำลังเป็นปัญหาใหญ่ในขณะนี้
ความไม่เท่าเทียมในสังคม
อย่างไรก็ดี เครื่องมือเช่น Maths-Whizz สามารถทำให้เรามองเห็นความไม่เท่าเทียมทางการศึกษาได้ ทุกคนตระหนักดีว่ากลุ่มชุมชนที่เปราะบาง ซึ่งขาดแคลนทรัพยากร และไม่สามารถเข้าถึงการเรียนรู้ออนไลน์ได้ หรือสามารถเข้าถึงได้แต่ด้วยข้อจำกัดบางอย่าง คือกลุ่มคนที่มีความเดือดร้อนมากที่สุด เราเรียกสิ่งนี้ว่า ปรากฏการณ์ความรู้ถดถอยในช่วงปิดเทอมใหญ่ (Summer Slide) และการศึกษาโดย Education Endowment Foundation ยืนยันถึงผลกระทบที่สร้างความเสียหายจากโควิด การโต้แย้งที่ว่านักเรียน ซึ่งจัดเป็นผู้เรียนตลอดชีวิต สามารถแสวงหาความรู้ได้ด้วยตนเอง แต่ในความเป็นจริง พวกเขาต้องอาศัยสภาพแวดล้อมที่บ้าน ที่เอื้ออำนวย ด้วย เช่น มีผู้ปกครองที่มีเวลาว่างและมีความรู้เพียงพอที่จะช่วยสนับสนุนพัฒนาการของบุตรหลานของพวกเขาได้ และไม่ใช่ทุกครอบครัวที่จะมีสภาวะที่เอื้ออำนวยเช่นนี้ อันเป็นผลพวงของความไม่เท่าเทียมในสังคม ซึ่งโครงข่ายการคุ้มครอง (safety net) จะมีความอ่อนแอที่สุดในชุมชนที่ยากจนที่สุดเสมอ การประมาณอันดับของขนาดของความไม่เท่าเทียมกันอย่างสิ้นเชิงในด้านการศึกษาที่เกิดขึ้นในช่วงวิกฤตอาจมีประโยชน์อย่างยิ่ง ทั้งนี้ ฉันอยากจะขอถามผู้ที่เพิกเฉยต่อปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ว่า พวกเขาสามารถยอมรับได้มากน้อยเพียงใดเมื่อรู้ว่าบุตรหลานของพวกเขามีความรู้ถดถอยมากถึง 8 เดือน ซึ่งปัญหานี้ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ปกครองชนชั้นกลางที่มีการศึกษาส่วนใหญ่ต้องกังวล เพราะพวกเขามีทั้งทรัพยากรและเวลาที่จะสามารถสนับสนุนบุตรหลานเพื่อให้แน่ใจว่าบุตรหลานของพวกเขายังคงมีการเรียนรู้ต่อเนื่องในช่วงที่โรงเรียนมีการปิดการเรียนการสอน หากแต่ว่า ไม่ใช่ผู้ปกครองทุกคนในสังคมปัจจุบันที่จะมีความสามารถในการทำเช่นนั้นได้ ภาวะการเรียนรู้ถดถอยแท้จริงแล้วคือปัญหาความไม่เท่าเทียมในสังคม
ดั้งนั้น เราควรมาลองทบทวนเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของการเรียนกันดูใหม่ เรามาลองออกแบบหลักสูตรใหม่ และหากจำเป็นเราควรยกเลิกข้อสันนิษฐานบางเรื่องที่อยู่ในหลักสูตรออกไปบ้าง นอกจากนี้ เราควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาเด็กแบบองค์รวม รวมถึงการดูแลสุขภาพจิตของพวกเขาควบคู่ไปกับการเรียนรู้ แต่เราต้องไม่ลืมว่า ภาวะการเรียนรู้ถดถอยนับเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งส่งผลให้ช่องว่างของโอกาสในสังคมขยายมากขึ้น ทั้งนี้ เราสามารถถกเถียงและอภิปรายว่าควรเติมความรู้ประเภทใดเข้าไปในหลักสูตร และเราทุกคนควรจะเห็นพ้องต้องกันว่าเด็กทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยปราศจากข้อจำกัดด้านสถานะทางสังคม อย่างไรก็ตาม สิทธิทางการศึกษานี้ก็มีการบัญญัติไว้ในในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และ SDG4 การวัดผลการเรียนรู้ ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ใช้กันทั่วโลก เช่น อายุทางคณิตศาสตร์ เป็นเพียงเครื่องเตือนใจว่าเรายังอยู่ห่างไกลจากจัดตั้งโครงข่ายการคุ้มครอง (safety net) ที่เด็กทุกคนมีสิทธิ์ที่จะได้รับ
เมื่อเราพยายามอย่างสุดความสามารถในทำลายการวัดผลทั้งหมดออกจากระบบการศึกษา เราจะสร้างจุดบอดให้กับกลุ่มคนบางกลุ่มในสังคมที่สมควรได้รับความสนใจมากที่สุด




