เมื่อเร็วๆ นี้นักการศึกษาและผู้นำด้านการศึกษาหลายท่านเริ่มพูดถึง ‘ช่องว่างการเรียนรู้’ และวิธีเติมช่องว่างนั้น ไวรัสโคโรน่าเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายอย่างมากสำหรับทุกคน และยังคงส่งผลกระทบอย่างต่อเนื่องและจนถึงในปัจจุบันสำหรับในโรงเรียนหลายแห่งทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม เด็กๆ คือผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างปฏิเสธไม่ได้ การวัดผลกระทบของการศึกษาที่ไม่ต่อเนื่องในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาจึงเป็นความท้าทายที่เราเผชิญอยู่ในขณะนี้ สิ่งที่เด็กๆ ได้สูญเสียไปในช่วงเวลานี้คืออะไร ผลกระทบที่ต่อเนื่องจากสิ่งนี้คืออะไร เราจะทำอะไรได้บ้างเพื่อช่วยให้บุตรหลานของเรามีพัฒนาการด้านการศึกษาอีกครั้ง
ในฐานะครูประถมที่สอนทางไกลในช่วงเวลาที่ไม่ปกตินี้ ฉันรู้สึกทึ่งและชื่นชมกับการตอบสนองอันน่าทึ่งและคาดไม่ถึงของเด็กๆ ต่อชีวิตวิถีใหม่ ผู้ปกครองพร้อมเผชิญกับความท้าทายและในกรณีส่วนใหญ่เราสามารถจัดเตรียมหลักสูตรที่ทำให้พวกเขาสามารถมีการเรียนรู้ได้ ถึงแม้ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ที่แตกต่างกันมากก็ตาม โดยส่วนตัว ฉันรู้สึกว่าการสอนและการเรียนรู้ทางไกลของฉันประสบความสำเร็จอย่างชัดเจน แต่บทเรียนออนไลน์รายวันไม่ได้รู้สึกเหมือนกับการเรียนการสอนที่มีการโต้ตอบแบบเห็นหน้ากัน แล้วอะไรล่ะคือสิ่งที่แตกต่างจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อเราได้กลับไปโรงเรียน คำตอบของคำถามนี้ก็ชัดเจนยิ่งขึ้น แนวคิดเรื่อง ‘ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง’ กำลังค่อยๆ มีความสำคัญกับการไตร่ตรองความเป็นของครูของฉันมากขึ้น ตั้งแต่การเข้าสังคมในช่วงพักไปจนถึงการมีปฏิสัมพันธ์ในกลุ่มในห้องเรียน เด็กๆ ในปัจจุบันมีความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้นและแสดงให้เห็นว่าพวกเขาขาดความยืดหยุ่นทางอารมณ์เมื่อเผชิญกับความท้าทาย นักเรียนพยายามดิ้นรนเพื่อรับมือกับอารมณ์ที่รุนแรง ซึ่งเชื่อมโยงกับการกลับไปโรงเรียนที่เต็มไปด้วยการเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มชนอีกครั้ง เมื่อเราพูดถึงคำจำกัดความของสุขภาพจิต แนวทางของฉันในฐานะครูควรอยู่บนพื้นฐานของสุขภาพจิตที่ดี
‘สุขภาพจิตเป็นสภาวะของความเป็นอยู่ที่ดี ซึ่งทุกคนตระหนักถึงศักยภาพของตนเอง สามารถรับมือกับความเครียดที่เกิดขึ้นตามปกติของชีวิต สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิภาพผลที่ดี รวมถึงสามารถช่วยเหลือชุมชนของตนได้’
‘ไม่ใช่เพียงแค่การไม่มีโรคหรือความอ่อนกำลัง’ WHO (2001, 2004)
แล้วความยืดหยุ่นทางอารมณ์คืออะไรและมีความเชื่อมโยงกับความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งอย่างไร วิธีที่ดีที่สุดในการอธิบายความยืดหยุ่นทางอารมณ์อยู่บนพื้นฐานของการอุปมาว่า เราไม่สามารถหยุดคลื่นได้ แต่เราสามารถเรียนรู้ที่จะเล่นกระดานโต้คลื่นได้ (Jon Kabat-Zinn) วิธีที่ดีที่สุดในการเรียนรู้ ‘การโต้คลื่น’ คืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย เชื่อมต่อถึงกัน เปิดกว้างและมีพลังงานเชิงบวก ด้วยเหตุนี้ ฉันจึงใช้เวลาทุกเช้าของวันเรียนในภาคเรียนฤดูร้อนเพื่อนำเสนอบทเรียนที่เน้นย้ำเรื่อง ‘ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง’ และก็ใช้เวลาไม่นานในการตระหนักว่าบทเรียนเหล่านี้คือสิ่งที่นักเรียนต้องการอย่างแท้จริง ยกตัวอย่างเช่น ฉันจำได้แม่นว่ากำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้เป็นวงกลมกับนักเรียนโดยมีเก้าอี้ว่างอีกตัวหนึ่งอยู่ในวงกลม เด็กที่อยู่ทางซ้ายของเก้าอี้ว่างต้องเชิญนักเรียนอีกคนหนึ่งให้ลุกขึ้นแล้วมานั่งข้างๆ เขา แม้ว่าสิ่งนี้จะฟังดูเป็นอะไรที่ธรรมดามาก แต่ก็เป็นการเปิดหูเปิดตาจริงๆ ที่เห็นว่าเด็กๆ พบว่าสิ่งนี้ท้าทายเพียงใด และมีนักเรียนเพียงไม่กี่คนที่ทำได้อย่างมั่นใจในทีแรก เมื่อเวลาผ่านไป กิจกรรมที่คล้ายคลึงกันได้ทำลายกำแพงและทำให้พวกเขารู้สึกเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของทีมอีกครั้ง
สุดท้ายนี้ การตระหนักถึงบทบาทของสุขภาพจิตและความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งในการศึกษาของเด็กเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก ซึ่งทั้งโรงเรียนจำเป็นต้องมีแนวทางเดียวกันนี้ . เราควรต้องทำงานเชิงรุก แทนที่จะทำงานเชิงโต้ตอบ เนื่องจากยังไม่ชัดเจนว่านักเรียนคนใดได้รับผลกระทบมากที่สุดในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ตัวอย่างหนึ่งของแนวทาง PSHE ทั้งโรงเรียนที่ฉันอยากจะแนะนำคือแนวทางการออกแบบโดยบริษัทด้านการศึกษาชื่อ JigSaw PSHE https://www.jigsawpshe.com/ แนวทางที่รอบคอบและโครงสร้างที่ชัดเจนของพวกเขาช่วยให้เด็กทุกคนรับรู้และเข้าใจอย่างแท้จริงว่าพวกเขาเป็นใครและเกี่ยวข้องกับผู้อื่นอย่างไรในโลกที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลานี้




