Fiona Goddard อธิบายว่า เมื่อไหร่ที่คุณสังเกตว่านักเรียนมีอาการกระสับกระส่าย หงุดหงิด และ/หรือโกรธในห้องเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของคุณ คุณอาจจะต้องลองสืบหาต้นเหตุของพฤติกรรมเหล่านี้ของพวกเขาว่าเกิดขึ้นจากสาเหตุใด
“วิชาคณิตศาสตร์มักจะถูกมองว่าเป็นวิชาที่มีเพียงคำตอบที่ ‘ถูก’ หรือ ‘ผิด’ เท่านั้น ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดความกลัวความล้มเหลวได้”
ความวิตกกังวลในวิชาคณิตศาสตร์เป็นปฏิกิริยาเชิงลบทางอารมณ์ต่อวิชาคณิตศาสตร์ ซึ่งแตกต่างจากการขาดความสนใจหรือความเบื่อหน่ายกับวิชาคณิตศาสตร์ เพราะความวิตกกังวลในวิชาคณิตศาสตร์มีความเกี่ยวข้องกับการทำงานของสมอง และผลกระทบของความวิตกกังวลในวิชาคณิตศาสตร์จะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ
พวกเราทุกคนน่าจะเคยประสบกับความวิตกกังวลในวิชาคณิตศาสตร์มาแล้วในช่วงหนึ่งของชีวิตการเรียน และในระหว่างที่ประสบอยู่นั้น เราจะมีปฏิกิริยาเชิงลบต่อวิชาคณิตศาสตร์ ซึ่งก่อให้เกิดการตอบสนองทางอารมณ์ที่ทำให้เราไม่สามารถเปิดรับข้อมูลใหม่หรือประมวลผลได้
พื้นที่ปลอดภัย (Comfort Zone)
ครูมักไม่สังเกตเห็นผลกระทบของความวิตกกังวลในวิชาคณิตศาสตร์ ถึงแม้ว่านักเรียนจะมีการแสดงความวิตกกังวลนี้ออกมาในหลากหลายรูปแบบก็ตาม คุณอาจมองว่านักเรียนในชั้นเรียนประพฤติตัวไม่ดี หรือสังเกตว่าพวกเขาโกรธหรือร้องไห้ออกมา หรือในบางครั้ง พวกเขาอาจจะมีอาการเงียบและเก็บเนื้อเก็บตัว
การแยกแยะอาการของความวิตกกังวลในวิชาคณิตศาสตร์เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เพราะการแสดงออกของความวิตกกังวลในวิชาคณิตศาสตร์มีความหลากหลายมาก อย่างไรก็ตาม ความวิตกกังวลในวิชาคณิตศาสตร์ก่อให้เกิดความรู้สึกหนึ่งที่ชัดเจนมาก นั่นคือความรู้สึกแย่อย่างมากที่ต้องออกจากพื้นที่ปลอดภัยของตนเอง เด็กแต่ละคน จะมีวิธีการตอบสนองต่อความรู้สึกที่แตกต่างกัน
ในบางครั้ง ต้นเหตุของความวิตกกังวลในวิชาคณิตศาสตร์อาจหยั่งรากลึกไปถึงประสบการณ์แรกในวัยเด็ก ที่มีต่อวิชาคณิตศาสตร์ วิชาคณิตศาสตร์เป็นวิชาที่มีความก้าวหน้าในการเรียนรู้ ดังนั้นความสามารถในการพัฒนาการเรียนรู้จากพื้นฐานความรู้ที่มั่นคงของผู้เรียน จึงมีความสำคัญเป็นอย่างมาก ความไม่ต่อเนื่องที่มีนัยในการเรียนรู้ของเด็ก เป็นหนึ่งในเหตุผลที่พบเจอได้บ่อยครั้ง ซึ่งส่งผลให้พวกเขาเกิดความวิตกกังวลทางคณิตศาสตร์ในภายหลัง หากพวกเขาไม่มีความเข้าใจหลักการทางคณิตศาสตร์ที่จำเป็นต่อการเรียนรู้เนื้อหาใหม่ พวกเขาจะไม่สามารถแก้โจทย์ที่จำเป็นต้องนำความรู้และความเข้าใจนั้นๆ มาใช้ได้
ความวิตกกังวลในวิชาคณิตศาสตร์อาจจะเกิดขึ้นได้จากประสบการณ์ชีวิต เช่น ตอนที่ครูถามคำถามคุณในชั้นเรียนและคุณไม่รู้คำตอบ แล้วเพื่อนๆ หัวเราะเยาะ ล้อเลียน หรือ ทำให้คุณรู้สึกอับอาย เป็นต้น
การกลัวความล้มเหลว
“วิชาคณิตศาสตร์มักจะถูกมองว่าเป็นวิชาที่มีเพียงคำตอบที่ ‘ถูก’ หรือ ‘ผิด’ เท่านั้น ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดความกลัวความล้มเหลวได้” โดยธรรมชาติแล้ว เด็กๆ ไม่ต้องการล้มเหลวและไม่ชอบความรู้สึกล้มเหลว ดังนั้นจึงไม่ต้องการถูกมองว่าล้มเหลว ซึ่งพวกเขาจะแสดงออกด้วยอาการพูดน้อย หรือ เก็บเนื้อเก็บตัวแทน
เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพที่สุดที่ครูมีในการระบุและการจัดการผลกระทบของความวิตกกังวลในวิชาคณิตศาสตร์ คือความเข้าใจในบุคลิกของนักเรียนแต่ละคน รวมถึงความคุ้นเคยกับพฤติกรรมของพวกเขา อาจมีข้อบ่งชี้เล็กๆ น้อยๆ ของความวิตกกังวลในวิชาคณิตศาสตร์ ที่บ่อยครั้งถูกมองว่าคือความเกียจคร้านของนักเรียน เช่น การไม่เต็มใจเริ่มทำงาน การใช้เวลาในการตอบคำถามบางข้อนานผิดปกติ หรือการส่งการบ้านที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ การแยกแยะความแตกต่างของความเกียจคร้านและการแสดงออกของความวิตกกังวลอาจเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก แต่ความเข้าใจที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับนักเรียนของคุณ คือเครื่องมือที่จะช่วยคุณได้อย่างมาก
การพัฒนาความตระหนักรู้ของทั้งโรงเรียนและแนวทางการจัดการความวิตกกังวลในวิชาคณิตศาสตร์อาจช่วยแก้ปัญหาได้อย่างมาก ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ยังอาจช่วยแก้ปัญหาอื่นๆ ได้อีกด้วย นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้ว่าปัญหาด้านพฤติกรรมในระยะยาวของนักเรียน อาจเกี่ยวข้องกับความวิตกกังวลในวิชาคณิตศาสตร์ด้วย
การสืบสานวงจร
ในฐานะครู วิธีที่เราถ่ายทอดความรู้สึกที่มีต่อวิชาคณิตศาสตร์และวิชาอื่นๆ อาจส่งผลต่อทัศนคติของเด็กต่อวิชาคณิตศาสตร์อย่างลึกซึ้ง ฉันเคยอยู่ในเหตุการณ์ที่ครูท่านหนึ่งประกาศในห้องเรียนต่อหน้านักเรียนว่า ‘ครูไม่ค่อยเก่งเรื่องเศษส่วน’ การพูดในลักษณะนี้ อาจส่งผลให้นักเรียนบางคนเกิดความรู้สึกไม่ชอบเนื้อหาคณิตศาสตร์ในหัวข้อนั้น หรือแม้กระทั่งเกิดความรู้สึกไม่ชอบวิชาคณิตศาสตร์โดยรวมในทันที
วิธีที่ผู้คนพูดถึงและมุมมองที่ผู้คนมีต่อวิชาคณิตศาสตร์เป็นปัญหาที่ขยายขอบเขตไปไกลกว่าโรงเรียนและออกไปสู่สังคมในวงกว้าง การที่คนส่วนใหญ่ดูเหมือนจะไม่รู้สึกอับอายที่จะบอกกับคนอื่นว่า ‘ฉันไม่เก่งคณิตศาสตร์เลย’ ในขณะที่มีเพียงไม่กี่คนที่พร้อมที่จะยอมรับว่าพวกเขาอ่านหรือเขียนไม่ได้ ก็ยังคงเป็นปรากฏการณ์ที่อธิบายไม่ได้ ในปัจจุบัน มีการยอมรับทางสังคมในวงกว้างเกี่ยวกับการปฏิเสธหรือหลีกเลี่ยงคณิตศาสตร์ ซึ่งส่งผลให้ความพยายามในการแก้ปัญหาความวิตกกังวลในวิชาคณิตศาสตร์ยากขึ้นเป็นอย่างมาก
และผู้ปกครองมักจะถ่ายทอดค่านิยมในสังคมนี้ เข้าไปในความกังวัลเกี่ยวกับความก้าวหน้าในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของลูกๆ ฉันเคยสนทนากับผู้ปกครองที่ฉันเจาะจงพูดถึงประเด็นที่พวกเขาเล่าถึงจุดอ่อนในวิชาคณิตศาสตร์ของตนเองให้บุตรหลานฟัง และฉันได้อธิบายว่าสิ่งที่พวกเขาทำก็คือการทำให้วงจรเดียวกันนี้คงอยู่ตลอดไป ทั้งๆ ที่แท้จริงแล้ว เราทุกคนสามารถประสบความสำเร็จและเก่งในวิชาคณิตศาสตร์ได้
วิธีหนึ่งในการแก้ไขปัญหานี้คือการทำให้ผู้ปกครองสามารถเข้าถึงองค์ประกอบต่างๆ ของการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เพื่อให้พวกเขาสามารถทบทวนได้ด้วยตนเองก่อนที่จะพยายามช่วยเหลือลูกๆ ที่บ้าน หากผู้ปกครองเหล่านั้นก็ได้รับผลกระทบจากความวิตกกังวลในวิชาคณิตศาสตร์ที่หยั่งรากลึก การสนับสนุนในรูปแบบที่เป็นประโยชน์อาจเป็นการจัดตั้งชมรมคณิตศาสตร์หลังเลิกเรียนให้แก่ผู้ปกครอง/เด็ก (แม้ว่าการนำมาปฏิบัติอาจเกิดขึ้นได้ยากในสถานการณ์ปัจจุบัน)
ผลกระทบของหลักสูตร
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีการปรับหลักสูตรวิชาคณิตศาสตร์ให้มีความยากมากขึ้น และก่อให้เกิดการโต้เถียงที่ว่า ความยากที่เพิ่มขึ้นนี้ทำให้เกิดความวิตกกังวลในวิชาคณิตศาสตร์เพิ่มขึ้นหรือไม่ ทั้งนี้ โรงเรียนและผู้ปกครองได้รับข้อมูลว่ามีการยกระดับความคาดหวังในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ในทุกระดับชั้นเมื่อเทียบกับทศวรรษที่ผ่านมา จึงยิ่งตอกย้ำทัศนคติของผู้คนที่มีต่อวิชาคณิตศาสตร์ว่าเป็นสิ่งที่ยากอยู่แล้ว ให้รู้สึกว่ายิ่งยากขึ้นไปอีก
นอกจากนี้ ความวิตกกังวลในวิชาคณิตศาสตร์ยังมีแนวโน้มที่จะพัฒนา เติบโต และสร้างปัญหาเมื่อนักเรียนถูกปล่อยให้เรียนรู้ด้วยตนเองโดยปราศจากการช่วยเหลือ การนำกิจกรรมที่มีลักษณะเพื่อนช่วยเพื่อน (peer-based) และการทำงานร่วมกัน จะช่วยสร้างความมั่นใจและวัฒนธรรมการสอบถามกันเองในหมู่นักเรียน ซึ่งจะสามารถลดความวิตกกังวลของพวกเขาได้
อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่เด็กได้รับผลกระทบในลักษณะที่มีความรุนแรงมากจากความวิตกกังวลในวิชาคณิตศาสตร์ เราอาจต้องให้ความช่วยเหลือเด็กเหล่านี้เป็นพิเศษ ทั้งนี้ เราสามารถสังเกตเด็กที่มีความวิตกกังวลในวิชาคณิตศาสตร์ในระดับความรุนแรงที่มากพอ ได้จากผลการเรียนและอัตราความก้าวหน้าในการเรียนของพวกเขา ในกรณีเหล่านี้ การเรียนตัวต่อตัว โดยมีติวเตอร์หรือผู้ช่วยสนับสนุน จะสามารถเพิ่มความมั่นใจ ซึ่งจะมีประโยชน์อย่างมากสำหรับเด็ก
อย่างไรก็ดี การแทรกแซงใดๆ เพื่อช่วยเหลือเด็ก จะต้องใช้แนวทางสองวิธีเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด อันดับแรกคือ การหาจุดช่องว่างในการเรียนรู้ของพวกเขาอย่างแม่นยำ รวมถึงการวิเคราะห์เพื่อหาวิธีสนับสนุนที่ดีที่สุดเพื่อให้พวกเขาสามารถเติมเต็มช่องว่างเหล่านั้นได้ อันดับที่สองคือ การจัดเตรียมแนวทางการลดระดับความเครียดเมื่อพวกเขาประสบกับภาวะวิตกกังวล
กระบวนการนี้เกือบจะเหมือนกับการเดินทางไปในโซนต่างๆ นักเรียนจะได้รับโจทย์ที่พวกเขาคุ้นเคย เพื่อให้พวกเขารู้สึกสบายใจและสามารถพัฒนาความมั่นใจในการแก้ปัญหาโจทย์นั้นด้วยตนเองได้ ขั้นตอนต่อไปคือ การแนะนำพวกเขาให้รู้จักกับเนื้อหาใหม่ ๆ พร้อมกับแนวทางการสนับสนุน เช่น การแก้ปัญหาร่วมกับเพื่อนในชั้นเรียน วิธีการเผชิญกับความวิตกกังวลในวิชาคณิตศาสตร์คือการช่วยให้นักเรียนรู้จักกับโซนต่างๆ รวมถึงรู้จักกับปัจจัยต่างๆ ที่เป็นตัวกระตุ้นให้พวกเขาเกิดความวิตกกังวล เมื่อเราสามารถทำขั้นตอนเหล่านี้ได้ครบถ้วนแล้ว กระบวนการนี้จะกลายเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่เราจะสามารถนำมาใช้เพื่อลดความเครียดและช่วยให้นักเรียนก้าวข้ามความวิตกกังวลของพวกเขาได้
เกี่ยวกับผู้เขียน
Fiona Goddard เป็นที่ปรึกษาด้านการศึกษาอาวุโสที่ Whizz Education และเป็นผู้พัฒนาติวเตอร์ออนไลน์ ของ Maths-Whizz สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาเข้าไปที่ whizzeducation.com และ whizz.com หรือติดตาม @MathsWhizzTutor
ลองสิ่งนี้:
ลองสอนบทเรียนโดยให้ความสำคัญวิธีการแก้โจทย์กับกระบวนการหาคำตอบ แทนการเน้นเฉพาะผลลัพธ์สุดท้ายและคำตอบสุดท้าย
ในบางครั้งระดับของนามธรรมในวิชาคณิตศาสตร์อาจส่งผลให้เกิดบทเรียน ‘เชิงกระบวนการ’ ที่ทำให้การมีส่วนร่วมของนักเรียนกับบทเรียนเป็นไปได้ยาก การนำกลอุบาย แผนภาพ และการนำเสนอที่ชัดเจนมาใช้เพื่อถ่ายทอดวิชาคณิตศาสตร์ในบริบทที่จับต้องได้ จะสามารถทำให้วัตถุประสงค์ของการเรียนรู้ชัดเจนมากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้นักเรียนเข้าใจเนื้อหาได้ง่ายยิ่งขึ้น
ในบางครั้ง เราในฐานะครูอาจจะต้องลดความเร็วในการสอนลง เราอาจจะต้องคิดให้รอบคอบมากขึ้นเกี่ยวกับวิธีการตั้งคำถาม และให้เวลาที่เพียงพอแก่นักเรียนในการคิดหาคำตอบ
การตั้งคำถามที่ไม่ยากเกินไปสามารถช่วยพัฒนาความมั่นใจของนักเรียนได้ และเมื่อพวกเขามีความรู้สึกว่า ‘ฉันทำได้นี่นา’ พวกเขาจะสามารถสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจในห้องเรียนได้อีกด้ว




